📌 สรุปผลการลงทุนในกองทุนรวม ปี 2563 ปีแห่งความผันผวน และต้องโฟกัส



สรุปผลการลงทุนในกองทุนรวม ปี 2563 ของ 9FundFun ในปีแห่งความผันผวน สับสน และต้องเลือกลงทุนแบบโฟกัส โดยปล่อยวางทฤษฎีการกระจายความเสี่ยง เพื่อโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ลงทุนกองทุนรวม, กองทุนไหนดี 2564

ก่อนอื่นขอสวัสดี เพื่อนๆผู้ติดตามทุกท่านครับ ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่าน มีความสุข ประสบความสำเร็จ สมหวัง สุขภาพกาย ใจ สดใสแข็งแรง นะครับ

สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมในรอบปีที่ผ่านมา ผมได้กลับมาจริงจังกับการ DCA กองทุนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ครับ ช่วงนั้นมีจำนวนกองทุน 20 – 25 กองทุน กระจายการลงทุนในกองทุนเกือบทุกประเภท, รายภูมิภาค, รายประเทศ กันเลยทีเดียว

แต่เมื่อย่างเข้าปี 2563 โรคโควิด-19 เริ่มระบาดหนักทั่วโลก ตลาดหุ้น รวมถึงกองทุน ตกต่ำลงอยากมาก จำได้ว่าพอร์ทกองทุน ติดลบไป 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ บางกองทุนติดลบไป 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็มี ตอนแรกว่าจะทนถือ และซื้อถัวเรื่อยๆ แต่เมื่อหุ้น กองทุน ตกลงหนักๆในช่วง ต้นมีนาคม ก็ทนไม่ไหวแล้วครับ ประกอบกับเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือน มีนาคม หุ้น กองทุน ในโซนอเมริกา เริ่มทรงตัวและค่อยๆฟิ้นตัวขึ้น

ตอนนั้นจึงตัดสินใจปรับพอร์ท ขายกองทุนรวมที่มีอยู่เกือบทั้งหมด แน่นอนว่าส่วนใหญ่ขาดทุน (เหลือ ONE-UGG-RA, K-CHANGE-A(A) และ TMBCOF) ครับ แล้วปรับพอร์ทใหม่ ไม่กระจายแล้ว เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นเทคโนโลยี ของทั้งฝั่งอเมริกา และจีน รวมถึงหุ้นเติบโตทั่วโลก เป็นหลัก

ในช่วงไตรมาส 2 – 3 ได้ซื้อและขาย ปรับพอร์ทอีกหลายกองมากครับ พอร์ทเริ่มนิ่งจริงๆก็ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เลยครับ

กองทุนและผลตอบแทนจากการ DCA กองทุนในปี 2563 ก็ตามนี้เลยครับ เรียงลำดับตามสัดส่วนการลงทุนนะครับ
1. ONE-UGG-RA สัดส่วน 17% ผลตอบแทน 24.76%
กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก เป็นกองทุนที่อยู่ในพอร์ทนานที่สุดแล้วครับ (ราวๆ 1 ปี)

2. ASP-EVOCHINA สัดส่วน 16% ผลตอบแทน 9.01%
กองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน กองนี้ผมโยกมาจาก TCHTECT-A ซึ่งเน้นลงทุนในธุรกิจ Cloud Computing เป็นหลัก ในขณะที่ ASP-EVOCHINA จะลงทุนครอบคลุมในกลุ่มเทคโนโลยีมากกว่า มีกองทุนนี้ในพอร์ทน่าจะราวๆ 4 เดือน ครับ

3. K-CHANGE-A(A) สัดส่วน 14% ผลตอบแทน 29.54%
กองทุนหุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อโลก กองนี้ผมซื้อพร้อมๆกับกองทุน K-HIT ตั้งแต่ช่วงต้นปี โชคดีที่เลือกเก็บ K-CHANGE-A(A) ไว้ครับ จนกองนี้คือกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงสุดของพอร์ท

4. TNEXTGEN สัดส่วน 12% ผลตอบแทน 16.04%
กองทุนหุ้นนวัตกรรมเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตแห่งอนาคต ที่รวมหลากธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโต ทั้ง Cloud Computing, E-Commerce, Big Data, Social Platforms, Blockchain, P2P และ Internet of Things (IoT) กองทุนนี้ซื้อตั้งแต่ช่วง IPO และ DCA เพิ่มมาเรื่อยๆ ระยะเวลาที่มีอยู่ในพอร์ทเกือบๆ 2 เดือนครับ

5. TMB-ES-GINNO สัดส่วน 12% ผลตอบแทน 24.70%
กองทุนหุ้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ที่เกี่ยวข้องกับ 5 นวัตกรรมหลัก เช่น Energy storage, DNA Sequencing, AI, Robotics, Fintech, Genomic Revolution, Industrial Innovation, Web x.0 กองทุนนี้ผมตัดสินใจโยกเงินจากกองทุน PWIN มาซื้อกองทุนนี้ตั้งแต่ช่วง IPO และ DCA เพิ่มมาเรื่อยๆ ระยะเวลาที่มีอยู่ในพอร์ทราวๆ 2 เดือนครับ

6. WE-OSHOP สัดส่วน 11% ผลตอบแทน 10.44%
กองทุนหุ้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ออนไลน์ช้อปปิ้ง และธุรกิจเพย์เม้นท์ เป็นกองทุนใหม่ซึ่งเปิดตัวในช่วงปลายเดือน กันยายน ที่ผ่านมา เหตุที่ได้ลงทุนในกองทุนนี้เพราะ “พลาด” ครับ พลาดที่ขาย ONE-GECOM กองทุนผลตอบแทนสูงของปี 2020 ออกไปในช่วงเดือน มีนาคม แล้วไม่ได้ซื้อคืน พอมีกองทุน WE-OSHOP ซึ่งลงทุนคล้ายๆกัน ประกอบกับกองนี้ลงทุนขั้นต่ำเพียง 1.00 บาท เท่านั้น ซื้อง่าย ซื้อคล่อง เลยไม่ลังเลที่จะทยอยเก็บเข้าพอร์ท ระยะเวลาที่มีอยู่ในพอร์ทราวๆ 2 เดือนครึ่ง ครับ

7. TGHDIGI สัดส่วน 9% ผลตอบแทน 10.78%
กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ กองทุนนี้ผมโยกเงินมาจากกองทุน TISTECH-A ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ครับ อีกทั้งเพื่อทดแทนกองทุน BCARE ที่ได้ขายปรับพอร์ทไปตั้งแต่ช่วงเดือน มีนาคม เหตุที่สัดส่วนกองทุนนี้ไม่มากนัก เพราะในกองทุน K-CHANGE-A(A) ก็มีการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ อยู่พอสมควรแล้วครับ ระยะเวลาที่มีอยู่ในพอร์ทราวๆ 3 เดือน ครับ

8. TMBCOF สัดส่วน 9% ผลตอบแทน 24.08%
กองทุนหุ้นจีน ที่ Listed อยู่ในตลาดหุ้นทั่วโลก ผมมีกองทุนนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นปี ก่อนหน้านี้เคยมีสัดส่วนถึงเกือบ 20% ของพอร์ท ด้วยความที่ผลงานในปีนี้ไม่ค่อยร้อนแรงเท่าไหร่ ผมเลยขายออกไปซื้อกองทุนอื่นๆ รวมถึงกองทุน ASP-EVOCHINA ด้วยครับ

#### สรุปในปี 2563 ผลตอบแทนรวม +17.17% ครับ ####
*จากติดลบ 30กว่า%*

ลงทุนในกองทุนรวม

ในปี 2564 นี้ผมจะมีงบสำหรับการ DCA กองทุนในแต่ละเดือนราวๆ 8,000 – 15,000 + – จะพยายามคุมจำนวนกองทุนในพอร์ทหลัก ไม่เกิน 10 กองทุน ครับ

# กองทุนใหม่ ที่คาดว่าจะซื้อเข้า คือ กองทุน TGENOME ครับ จองซื้อ IPO ไปแล้ว

# กองทุนในพอร์ท ที่อยากปล่อยออก จะเป็นกองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน ครับ คือกองทุน ASP-EVOCHINA นั่นเอง คนงบน้อยอย่างแอด DCA ไม่สะดวกเลยครับ ฮ่าา (ขั้นต่ำ 5,000) เล็งๆกอง BCAP-CTECH ไว้อยู่ครับแต่ติดที่ แอพที่แอดใช้อยู่ซื้อกองทุนของค่ายนี้ไม่ได้ ดังนั้นถ้าปี 2564 นี้ มีกองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน ที่มีแนวทางลงทุนคล้ายกับ 2 กองข้างต้นนี้ และยอดซื้อขั้นต่ำ 500 หรือ 1000 บาท ก็พร้อมจะมูฟครับ

และในช่วง ธันวาคม ที่ผ่านมา ผมได้เปิดพอร์ทใหม่ แยกมาอีก 1 พอร์ท เรียกขำๆว่าพอร์ทค่าขนมลูก ครับ ฮ่าาา เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี โดยไม่ซ้ำกับกองทุนในพอร์ทหลัก และยอดซื้อขั้นต่ำ 1.00 บาท กองทุนในพอร์ทนี้ คือ
1. T-ES-GINNO กองทุนหุ้นนวัตกรรม กองทุนคู่แฝดกับ กองทุน TMB-ES-GINNO นั่นเอง
2. TMB-ES-CHINA-A กองทุนหุ้นจีน
3. SCBBLN กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกา
4. WE-GTECH กองทุนหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
5. WE-PLAY กองทุนหุ้นบริษัทเกมมิ่ง และอีสปอร์ต
ถ้าครบ 1 ปีแล้ว มาดูผลงานของพอร์ทนี้กันนะครับ

พอร์ทลงทุนของเพื่อนๆเป็นอย่างไรบ้างครับ แชร์กันได้นะครับ

สำหรับเพื่อนๆ ท่านผู้ชมท่านใดยังไม่ได้เริ่มลงทุนในกองทุนรวม จะเริ่มทยอยลงทุนไปพร้อมๆกันก็ได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะแยะ ก็สามารลงทุนได้ครับ 1 บาท 10 บาท 100 บาท ก็มีกองทุนดีๆ ผลงานแจ่มๆ ให้เลือกซื้อลงทุน ครับ เริ่มเลยครับ Invest Now! 

ผมใช้บริการลงทุนผ่านแอพ Nomura iFund และ Easy Invest สำหรับพอร์ทหลัก และ Finnomena สำหรับพอร์ทค่าขนมลูก ครับ

จากประสบการณ์การเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมกับหลายๆแอพ  เปิดบัญชีง่าย สะดวกไม่ยุ่งยาก ถ้ามีบัญชีไทยพาณิชย์และใช้แอพ SCB Easy เพียงราวๆ 1 – 3 ชั่วโมง ก็ลงทุนได้เลยครับผ่านแอพ Easy Invest  ( ณ วันที่เขียนบทความนี้ Easy Invest ยังซื้อกองทุนของ บลจ.ฟิลลิป และ บลจ.วี ไม่ได้ นะครับ)  ส่วนการเปิดบัญชีกองทุนกับแอพฯอื่นๆต้องรอ 2-3 วัน เป็นอย่างต่ำ ครับ



Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *